วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

Sungkyunkwan Scandal.......

I will write in english for this blog....

My Class is in the brown building
Well......my first day of class has arrived. Sungkyunkwan is an old and a very big university, as my dear friend, Shinko and I are walking to class, she has to keep asking me "Are you ok?" since we have to walk about 2km up the hill and take 3 stairs to our class, i feel like my heart is going to stop beating! Our classroom is really small and there's about 13 students, most of them are Japanese, 1 Brazilian, 1 Dutch , and 3 Saudi Arabians ( we call them "the boy band"). Not to be mean or anything but they seems like they don't want to be here so we don't know why they want to take a korean class in the first place, so we came up with an idea that they are trying to copy the K-pop boy band and go have debut in Saudi Arabia ^0^  








We have two teachers, both are women and very funny. They both seems to like the korean singer "Rain" because every time they have to give an example it would be something like this: "My boyfriend "RAIN" is a singer. My boyfriend "RAIN" is handsome." The grammar is harder than i expected, it's only been the first week and there're so much to learn already, trying to remember grammar rules and vocabularies.

The weather is still very cold still with a day in 50s degrees and night in 30s degrees (if you know me, you know how much i hate the cold weather), so i can't wait for the temperature to be warmer so i can wear something sexy ha ha.....

Also, i went and see a fortune teller and he said that i will meet a lot of men this year........eiii eiiiii i guess i need to jack up on botox and collagen to keep me looking 25 forever ^o^

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

Hello Daehugro

โปสเต้อละครเวที
หลังจากที่สลบเหมือบมาเป็นเวลาสามวันเหตุเพราะรับประทานยากล่อมประสาทเนื่องจากหน้าบวมจากการฉีกโบทอกซ์(แหมๆๆ มาเกาหลีแล้วไม่อัพสวยก็เหมือนมาเมืองไทยแล้วไม่ได้ไปวัดพระแก้วน่ะแหละ) ก็เลยลองมาเดิน Survey แถวบ้านดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง แถวบ้านโอมนั้นคือแถว แดฮักโร เป็นจุดที่รวมของโรงเรียนศิลป์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น การแสดง วาดภาพ ร้องเพลง เต้นรำ และอื่นๆอีกมากมาย และวันสุดสัปห์ดาแบบนี้มักจะมีพวกละครเวทีของนักเรียนทั้งหลายมาเปิดแสดงให้ชม ซึ่งเราเป็นหนึงในผู้ที่อยากดูแต่ไม่รู้ว่าโรงละครอยู่แห่งหนใด แพราะการหาสถานที่ที่นี่ยากหน่อยเนื่องจากตึกหนึ่งตึกอาจมีทั้งร้านอาหาร โรงเรียน  ร้านขายเสื้อผ้า บาร์ และอพาร์ตเม้นรวมอยู่ในตึกเดียวกัน จับฉ่ายมากอ่ะ แต่ยังไงก็ตามโอมคิดว่าเลือกที่พักถูกแล้วหล่ะ เพราะแดฮักโรนั้นมีแต่หนุมสาวหน้าตาดีพักอาศัยเต็มปายโหมดดดด เหอๆๆๆๆ

จากแดฮักโรก็ย้ายมาอินซาดง ที่รวมของศิลปะโบราน เครื่องปั้นดิเผา ชุดฮันบก และที่สำคัญเกี๊ยวซ่าที่อร่อยมากกกก เกี๊ยวซ่าร้านนี้ขึ้นชื่อและไหญ่มากกก อันหนึ่งเท่าฝ่ามือ เนื่องจากที่โอมนอนมาเป็นเวลาสามวันจึงหิวใส้จะขาดเลยสั่งมาสองชุด แต่โดนคุณป้าเจ้าของร้านสกัดดาวรุ่งแล้วบอกว่า "เธอกินไม่หมดหรอก มันใหญ่มาก เด๋วชั้นสั่งให่เธอเอง" เราเองก็เลยบอกว่า "เอาอะไรก็ได้ที่อร่อยๆของร้านนี้" อุเหม่....คุณป้าจัดให้เดิ๊นมาก เป็นเกี๊ยวซ่ามโหฬารหนึ่งชุดและหมี่เย็นปลาหมึกดองอีกหนึ่งชุด เป็นหมี่เย็นที่อร่อยมากกกก คลุกกับปลาหมึกดองรสชาติเผ็ดเปรี้ยว ตอนออกจากร้านคุณป้าต้องหัวเราะเพราะที่เดินของคนอิ่มท้องจะแตก.....


วันนี้อากาศไม่หนาวเลยตัดสินใจแต่งตัวซะหน่อย ใส่เสื้อคอV แจ๊กเก็ต ZARA ตัวโปรด และรองเท้าส้นสูงเหยียดฟ้าอ้ตอนเดินเล่นเนี่ยไม่เท่าไหร่ มารู้สึกตอนขึ้นลงสถานีถไฟใต้ดินเนี่ยแหละ ทำไมมันลึกจังวะ! ขากรูสั่นหยั่งกะเจ้าเข้า.... ตอนเย็นกะว่าจะมากินอาหารไทยที่อิแทวอนซักหน่อยเพราะเห็นในแผนที่มีร้านไทยอยู่ที่นึงน่าอร่อย แต่พอเดินออกมาจากสถานีรถไฟก็เดินหาจนขาลากแต่ก็ไม่เจอ แถมมีฟรั่งเดินเข้ามาคุยแล้วถามว่า "Fucking how much?" หลังจากที่ด่ามันเป็นภาษาไทยปนอังกฤษจนมันตกใจหนีไป ก็หมดอารมย์กินข้าวและตัดสินใจเรียกแท๊กซี่กลับบ้าน (ไม่ขึ้นแมร่งแล้วรถไฟใต้ดิน เจ็บเท้า อารมย์เสีย หิว!)

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

จ่ายตลาดดดดดดด

วันนี้ว่าง คิดว่าน่าจะไปเดินแถวอัปกูจองซะหน่อย(เผื่อเจอดารา) แต่เมื่อร่างกายได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นยะเยือกเลยเป็นใจเป็นจ่ายตลาดแถวบ้านแทน

จากที่คุณลุงขายมันเผาบอกทาง มีซุปเปอร์มาเก็ตใต้ดินไกล้บ้าน แต่พอไปถึงก็ต้องตกกะจายยยกับราคาสินค้าที่แพงมั่กๆ แชมพู $11 dollars, ครีมนวด $10 dollars, นำ้ยาซักผ้า $8 dollar. โอ้มายก้อดดด T^T ........ค่อยยังชั่วที่พวกอาหารสดยังราคาถูกลงหน่อย...

ระหว่างที่ยืนเลือก Strawberry อยู่นั้นก็มีพี่ผู้ชายพุงโตข้างๆยืนเรียงผักกาดอยู่ พอเรียงเสร็จคุณท่านก็หยิบโทรโข่งขึ้นมาพร้อมตะโกนลั่นร้าน "เร่เข้ามา ผักกาดสดๆ.........(อะไรทำนองนี้)" แล้วแม่บ้านทุกท่านก็แห่กันเข้ามารุมแผงผักกาด อีกไม่นาน ก็มีพี่อีกคนตะโกนมาจากแพงเนื้อ แล้วทุกคนก็ไปรุมแพงเนื้ออีก! แล้วตามมาด้วยแผงแอปเปิ้ล!! อะโห....วิธีขายของในซุปเปอร์เดิ๊นมากกก แตกต่างจากตลาดสดตรงไหน?

หลังจากสู้รบกับกลุ่มแม่บ้านเพื่อซื้อแอบเปิ้ลเสร็จ ก็เดินฝ่าลมหนาวกลับบ้าน ระหว่างนั้นนั้นก็ได้เห็นฝร่าางงคนหนึ่งติดส์แตกเดินซื้อของอยู่ (Outside temperature 35 F or 2 C) "He" สวมใส่แค่กางเกงเล(ขอยำ้ว่า กางเกงเลจริงๆ), เสื้อยืด, แจ๊กเก็ต และสะพายย่าม อุว้าววว!! ต้องเพิ่งไปเที่ยวไทยมา 100% นี่พี่คิดว่ายังอยู่พัทยาเรอะ?? แต่ก็นับถือนะ เพราะโอมเป็นคนที่ทนหนาวไม่คอยจะได้(แต่กระแดะอยากมาอยู่เกาหลี)

เดินผ่านร้านโทรศัพท์มือถือก็นึกได้ว่าต้องเปิดไว้ใช้ เลยเดินเข้าไปแล้วพบว่า...คนขายหล่อมาก!!! เขิลอ่ะค่ะ@^^@
ค่ารายเดือนโทรศัพท์ที่นี่ไม่แพงเลย $12 dollars ต่อเดือนมาพร้อมกับ สามารถดูทีวี, ดูตารางเวลารถไฟใต้ดิน, อ่านข่าวสาร และได้โทรศัพท์หนึ่งเครื่องฟรี! แต่ต้องเซ้นสัญญาหนึงปี แล้วด้วยเหตุที่คนขายหล่อ เอ้ย! ด้วยเหตุที่ราคาถูกและเราเองที่ต้องมีโทรศัพท์ก็เลยสอยกลับบ้านหนึ่งเครื่อง ก่อนจะกลับพี่สุดหล่อพูดว่า "You can change you rate plan in 3 months, if you don't have friend, you can have a cheaper rate with less minutes" ความหล่อหมดลงตรงนี้..........

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

เหตุเกิดที่สถานี Haehwa

หลังจากที่ใช้เวลาสามสิบนาทีในการกรีด Eye Liner ก็เดินลงมาที่สถานีรถไฟไต้ดินอย่างมั่นใจก่อนที่จะพบว่า "กรูลงผิดทาง!!!" พอวิ่งขึ้นมาอีกฝั่งและแตะบัตร T-Money เพื่อที่จะลงไปอีกข้าง เครื่องรับบัตรก็ดัง แอ๊ดดดดดด!!! พร้อมกั้นที่กั้น และตามมาด้วยเสียง ตึง!!!!! เพราะด้วยความที่วิ่งมาเร็วเลยเบรกไม่ทัน ดังจนเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งมาดูเพราะกลัวว่าเครื่องกั้นจะพัง หลังจากที่หัวเราะเยอะเราเสร็จก็เปิดประตูพร้อมโค้งคำนับให้ "หัวเราะอะไรวะ เจ็บนะโว้ย)
การเปิดธนาคารที่นี่ง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่มี passport และที่อยู่ในเกาหลี ก็เปิดได้ แต่ที่ชอบคือมีสมุดฝากด้วย!!!!! เกิดมาไม่เคยใช้เรยเพราะที่อเมริกาไม่มี จ๊าบๆๆ ที่ขำก็คือ เวลาพนักงานถามนู่นนี่แล้วเราตอบเป็นภาษาอังกฤษ พนักงานจะทำเป็นว่าเข้าใจและพยักหัว จากนั้นก็ถามคำถามเดิมอีก!! เฮ้ออออออ

วันแรก

"เอ่อ..นี่กรูก็สู้ชีวิตเหมือนกันนิ" เป็นความคิดที่ผ่านมาในหัวหลังจากที่ต้องลากกระเป๋า 23กิโลสองใบ, หนึ่งกระเป๋าถือ และหนึ่งกระเป๋าสะพาย และเดินไปขึ้นแท็กซี่ประมาณ 200 เมตร เนื่องจากจุดจอดรับส่งรถบัสและแท็กซี่ไม่ได้อยู่จุดเดียวกัน
ที่เดิ๊นที่สุดคือตอนข้ามถนนแล้วมีรถตู้บีบแตรใส่ "อ้าวอีนี่! ก็เห็นอยู่ว่าของกูเยอะ จะให้กูวิ่งข้ามรึไง สราด!"แต่แล้วก็นึกได้ว่า มันไม่รู้เรื่องหรอก เลยได้แค่เจ็บใจและคิดว่า ฝากไว้ก่อนเหอะ พูดได้เมื่อไหร่แม่จะด่าเป็นไฟเลย
หลังจากที่รอดชีวิตจาก Seoul Staion มาถึงบ้านพัก ก็ต้องมาตกใจที่ห้องมีขนาดเล็กมากกกกกก สามคูณสี่เมตร!! ที่จะเดินยังไม่มี อร๊ายยย!!!! รมย์เสีย เจ้าของบ้านคงเห็นหน้าของโอมที่ตกใจ เลยพาไปแลี้ยงบะหมี่ปลอบใจ พร้อมบอกว่า ชั้นหวังว่าเธอจะไม่ย้ายไปไหนนะ, ฮืออออ.....เศร้า T^T

ชีวิตที่เปลี่ยนไป

"ชีวิตเธอกำลังถึงจุดเปลี่ยน" หมอดูท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ก่อนที่โอมจะตัดสินใจเก็บกระเป๋ามาเกาหลี ความจริงคือ โอมอยากมาอยู่ที่นี่นานแสนนานแล้วแต่ด้วยความกลัวว่าตัวเองจะลำบากและเงินที่เก็บไว้จะสูญเปล่าทำให้โอมไม่กล้าที่จะลองมาใช้ชีวิตที่นี่ซะที
แต่แล้ววันนึงเมื่อโอมมองไปรอบๆตัวแล้วตระหนักถึงชีวิตที่เป็นอยู่ ความน่าเบื่อจำเจ ความเครียดจากงานที่ทำเพราะไม่ว่าเราจะพยายามทำอะไรก็ไม่เคยดีพอ สังคมที่มีแต่คนปั้นหน้าหากันจนเพื่อนแท้นั้นแทบจะหาไม่ได้ ความเหงา ความเสียใจจากคนที่เรารักมากที่สุดไม่เคยเข้าใจโอมและต่อว่าโอมตลอดเวลา หาว่าเราเพ้อเจ้อ  บ้าบอ ทำให้โอมคิดได้ว่า "เอ๊ะ จำได้ว่านี่คือชีวิตของกรูนิ เกิดมาจะตายเมื่อไหร่ใครจะรู้ ทำไมต้องมาทนกับชีวิตแบบนี้วะ?" จากนั้นเลยถามตัวเองว่าสิ่งแรกที่อยากทำมากที่สุดคืออะไร? และคำตอบนั้นคือ อยากเรียนภาษาและมาใช้ชีวิตที่เกาหลี โอมเลยตัดสินใจเก็บกระเป๋า ซื้อตั๋ว แล้วก็ได้มาทำให้แผ่นดินแดนกิมจิหนักขึ้นนิดส์นึง